กระชากหน้ากาก !!! เปิดหน้า "บริษัท ทรานลี่ ทราเวล" เคยเจอคดีอ่วม 4 คดีปี60 !? "อังยี่-ฟอกเงิน"

Publish 2018-07-09 13:29:43


ความคืบหน้าเหตุเรือล่ม จ. ภูเก็ต พล.ต.ต.ธีรพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พลตรี อาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการ มทบ 41 นายวีระศักด โควสุรัตน์รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พลเรือโท สมนึก เปรมปราโมทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3  สรุปยอดผู้เสียชีวิต 41 ราย ชันสูตรอัตลักษณ์ 37 ราย ญาติมายืนยัน 33 ราย



ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) เปิดเผยว่า ทางตำรวจท่องเที่ยวได้มีการออกประกาศเตือนผู้ประกอบการทั่ว จ.ภูเก็ต แล้ว ว่าห้ามนำเรือออกจากฝั่ง แต่ผู้ประกอบการทั้ง 2 แห่ง กลับฝ่าฝืนจนประสบภัยดังกล่าวขึ้น และเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต และสูญหาย เบื้องต้น ได้มีการเรียกผู้ประกอบทั้ง 2 แห่ง มาเพื่อสอบปากคำแล้วนอกจากนี้พบว่า บริษัทเจ้าของเรือทั้งสองบริษัท มีลักษณะเข้าข่ายการเป็นนอมินี โดยมีชาวต่างชาติว่าจ้างให้คนไทยเป็นผู้จัดการ หรือเป็นเจ้าของบริษัทเรือดังกล่าวแทน ส่วนสาเหตุที่เรือดังกล่าวฝ่าฝืนออกเดินเรือในช่วงเวลาที่กำลังจะมีพายุมรสุม ทั้งที่เรือของบริษัทอื่นๆ ไม่ออกจากท่า เนื่องจากมีการสั่งการจากบุคคลรายหนึ่งในบริษัทให้ออกเดินเรือ แม้จะมีการทัดทานจากผู้ควบคุมเรือและส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของบริษัทแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากพยานบุคคลและหาหลักฐาน เพื่อใช้ดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวด้วย



แต่หากย้อนกลับไป 2 มีนาคม 2560  ตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำเนินการปราบปรามการประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยวที่มีลักษณะเป็นทัวร์ต้นทุนต่ำ หรือทัวร์ด้อยคุณภาพ อันเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2559 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (เดิม), กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ร่วมกันตรวจสอบพบว่า บริษัท ไท่ลี่ หรือทรานลี่ เทรเวิล จำกัดและบริษัทในเครือ เป็นบริษัทที่ดำเนินการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งเรือนำเที่ยวรถบัสรับส่งนักท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก สปา ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกครบวงจร และตรวจสอบพบว่านายกฤชกร รุ่งมงคลนาม และนายวีระชัย คำไผ่ประพันธ์กุล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีการกระทำความผิด

โดยใช้บัตรประชาชนที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดำเนินธุรกิจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้ขออนุมัติศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับในข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต , ใช้หรือแสดงบัตรประชาชนอันเกิดจากยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ , แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนเสียหาย , แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย”โดยนายกฤชกร รุ่งมงคลนาม ได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนนายวีระชัย คำไผ่ประพันธ์กุล หลบหนี


โดยต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมและได้ทำการเพิกถอนทะเบียนบริษัทในเครือข่ายทรานลี่จำนวนทั้งสิ้น 15 บริษัท พร้อมกันนี้ได้มีการดำเนินคดีกับนายกฤชกร รุ่งมงคลนาม และ นายวีระชัย คำไผ่ประพันธ์กุลในความผิดเกี่ยวกับ อั้งยี่ , การใช้บัตรประชาชนโดยมิชอบฯ, การแจ้งความอันเป็นเท็จฯ รวมทั้งสิ้น 22 คดีนอกจากนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ ของบริษัทในเครือ ทรานลี่ โดยสามารถยึดรถบัสจำนวน 117 คัน เรือจำนวน 35 ลำ และทรัพย์สินอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 202 รายการ และได้นำทรัพย์สินขายทอดตลาดสามารถนำเงินคืนสู่แผ่นดินได้ทั้งหมด 204,894,000 บาท ใช้ระยะเวลาในการขายทอดตลาด 6 เดือน

ผลการดำเนินการทางคดีกับบุคคลในเครือข่ายบริษัท ทรานลี่ ทราเวล จำกัด ในปัจจุบันคดีอาญา ในส่วนของนายกฤชกร รุ่งมงคลนาม ศาลตัดสินแล้วจำนวน ๔ คดี ได้แก่1.เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 61 ศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษา นายวีระชัย คำไผประพันธ์กุล (หลบหนี) นายกฤชกร รุ่งมงคลนามมีความผิดข้อหา “อั้งยี่” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง(เดิม)ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปีทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่
ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือ

น2.เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 59 ศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษา นายกฤชกร รุ่งมงคลนาม มีความผิดข้อหา ใช้บัตรประชาชน ฯแจ้งเท็จตาม ป.อาญา ม.137,267, พรบ.บัตรประชาชน พ.ศ. 2526 ม.14 ว.2,4 กรรมเดียวหลายบท จำคุกกระทงละ 6 เดือนปรับกระทงละ 60,000 บาท รวม 18 เดือนปรับ 180,000 บาท รับสารภาพลดโทษจำคุก 9 เดือนปรับ 90,000 บาทรอลงโทษ 2 ปี คุมประพฤติ 2 ปี รายงานตัว 8 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 30 ชม. ผู้กล่าวหา นายทะเบียนราษฎรอำเภอเมืองภูเก็ต


3.เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 60 ศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษา นายกฤชกร รุ่งมงคลนาม มีความผิด ข้อหา ใช้บัตรประชาชน ฯแจ้งเท็จตาม ป.อาญา ม.137,267, พรบ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 ม.14 ว.2,4 กรรมเดียวหลายบท จำคุกกระทงละ 6 เดือน
ปรับกระทงละ 10,000 บาท 7 กระทง รวม 42 เดือน ปรับ 70,000 บาท รับสารภาพลดโทษจำคุก 21 เดือนปรับ 35,000 บาทรอลงโทษ 2 ปี คุมประพฤติ 2 ปี รายงานตัว 8 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 30 ชม. ผู้กล่าวหา นายทะเบียนทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

4.เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 60 ศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษา นายกฤชกร รุ่งมงคลนาม มีความผิด ข้อหา ใช้บัตรประชาชน ฯแจ้งเท็จตาม ป.อาญา ม.137,267, พรบ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 ม.14 ว.2,4 กรรมเดียวหลายบท จำคุกกระทงละ 6 เดือนปรับกระทงละ 10,000 บาท 7 กระทง รวม 42 เดือน ปรับ 70,000 บาท รับสารภาพลดโทษจำคุก 21 เดือนปรับ 35,000 บาทรอลงโทษ 2 ปี คุมประพฤติ 2 ปี รายงานตัว 8 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 30 ชม. ผู้กล่าวหา เจ้าท่าภูเก็ต

คดีแพ่ง เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2560 ศาลแพ่งได้มีคำสั่ง ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.154/2560 ให้ทรัพย์สินจำนวน 202 รายการมูลค่าประเมินประมาณ 104,646,564 บาท ของบริษัทในเครือข่ายทรานลี่ ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า
เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด มูลฐานอั้งยี่

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2561 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต ให้ดำเนินคดีกับนายกฤชกร รุ่งมงคลนาม และนายวีระชัย คำไผ่ประพันธ์กุลในความผิดฐาน “ฟอกเงิน” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ เพิ่มเติมอีกข้อหาหนึ่ง


อ้างอิง  กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว 


เรียบเรียงโดย : นางสาวชนุตรา เพชรมูล