ทุ่มสุดชีวิต!!! "ครูบู้" อดีตทีมซีล เปิดใจทางการ..เบื้องหลังช่วยเหลือ 13 หมูป่า เครื่องมือดำน้ำในถ้ำไม่พร้อม แต่หัวใจสู้กันเต็มร้อย

Publish 2018-07-18 13:02:16


จากกรณีที่นักฟุตบอลทีม หมูป่า อะคาเดมี และผู้ฝึกสอนรวม 13 ชีวิต ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-วนอุทยาน ขุนน้ำนางนอน โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิตออกมาจากถ้ำ และรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนปลอดภัยแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ติดตามข่าวสารจากทั่วโลก แสดงความชื่นชมหน่วยซีลของไทย พร้อมเชิดชู น.ต.สมาน กุนัน หรือ จ่าแซม ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจ ยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษแห่งถ้ำหลวง”นั้น 
 

 

 



ต่อมานาย เจสัน มัลลินสัน และนายคริส เจเวลล์ สองนักดำน้ำอังกฤษ หนึ่งใน 4 ทีมที่ช่วยเหลือสมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมี่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ได้เปิดเผยรายละเอียดผ่านเว็บไซต์เดลีเมล์ ถึงภารกิจช่วย 13 หมูป่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในการนำตัวทั้ง 13 ชีวิตออกจากถ้ำหลวง โดยในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวบางช่วงบางตอน ได้มีการกล่าวถึงวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยของหน่วยซีลไทยด้วยโดยระบุว่า เป็นการทำงานบนความเสี่ยงที่ผิดหลักความปลอดภัยของการดำน้ำในถ้ำ

 

เจสัน มัลลินสัน

 

โดยเจสัน มัลลินสัน ระบุในช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ตนแปลกใจที่หน่วยซีลของไทยนั้นมีวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่ต่างออกไปจากทีมดำน้ำอังกฤษ “พวกเขาอยู่ภายนอกพื้นที่คอมฟอร์ทโซน ภายใต้สภาพแวดล้อมการดำน้ำในถ้ำ และอุบัติเหตุมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว วิธีการของพวกเขานั้นผิดทั้งหมด และพวกเขาไม่ได้ใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง”

 

 

 



 

 

ล่าสุดเรือโทปกเกศ พุ่มพฤกษ์ หรือ ครูบู้ อดีตหน่วยซีล ได้เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ในการช่วยเหลือชีวิต 13 หมูป่า และการทำงานเบื้องหลังข้องหน่วยซีลทั้งหมด ผ่านทาง “รายการต่างคนต่างคิด” ทางช่องอมรินทร์ ทีวี  34 ระบุว่า "ในงานสำคัญๆ หน่วยซีลจะพยายามปิดทองหลังพระ เพราะไม่อยากเปิดเผยตัวตนของหน่วยซีล แต่ตนเองคือหน่วยซีลนอกราชการที่เกษียณไปแล้ว เมื่อเห็นข่าวถ้ำหลวง และมีลูกศิษย์หน่วยซีลไปช่วยมากมาย ตนก็พร้อมจะช่วยและสนับสนุนลูกศิษย์ และพี่น้องซีลทุกคน

 

ซึ่งโดยหน่วยซีลที่ออกจากราชการไปแล้ว ก็จะมีการจัดงานเลี้ยงประจำปี ทำให้มีช่องทางการสื่อสาร มีกลุ่มไลน์ อีกทั้งตนเป็นเจ้าของกิจการดำน้ำ มีอุปกรณ์ในการช่วยเหลือภารกิจครั้งนี้ได้ มีทั้งกล้อง CCTV ไฟฉาย วิทยุที่พร้อมสื่อสารขึ้นมาบนผิวน้ำ จึงตัดสินใจที่จะไปช่วย เมื่อไปถึงได้เจอลูกศิษย์มาก หนึ่งในนั้นก็คือ พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ผบ.หน่วยซีล ซึ่งตนมีความสนิทอย่างมาก และเมื่อดูหน้างานแล้วก็คำนวณได้ว่า อุปกรณ์ของตนสามารถเดินทางไปได้แค่ 200 เมตร"

 


ภารกิจครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องอดหลับอดนอน เพราะ 1 วินาทีก็มีค่ามาก ซึ่งตนเองมองว่าภารกิจนี้ยากมากเพราะภายในถ้ำมืดมาก และไม่สามารถมองเห็นช่องทางที่ดำน้ำไปต่อได้ มีความเสี่ยงมาก ช่องในถ้ำแคบมาก แต่ในตอนนั้นทุกคนคิดอย่างเดียวว่า จะต้องไปช่วยเด็ก ทำทุกวิธีให้ไปถึงตัวเด็ก แม้แต่ พล.ร.ต.อาภากร ก็นอนไม่หลับ ถึง 3 วัน 3 คืน เดินกระสับกระส่ายและวิเคราะห์สถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งทุกคนทุ่มเทกับงานนี้มาก เพราะยิ่งช้า ยิ่งทำให้เด็กที่อยู่ข้างในมีปัญหา


 
ตนรู้จักกับจ่าแซมก่อนหน้านี้แล้ว เพราะจะมีการรวมตัวของหน่วยซีลที่ปลดประจำการ มีการพบปะอยู่เสมอ เมื่อตนอยากไปช่วยภารกิจถ้ำหลวง จึงส่งข้อความถามในไลน์ของกลุ่มมนุษย์กบที่ปลดประจำการ มีคนอาสาจะไปช่วยมาก นับรวมได้เกือบ 50 คน เพราะหน่วยซีลรักหน่วยของตัวเอง และพร้อมจะอยู่กับพี่น้องหน่วยซีล อีกทั้งเป็นห่วงเด็กที่อยู่ในถ้ำ ถ้าไม่ไปช่วย ก็อยู่ไม่ได้ อีกทั้ง ตนยังเป็นห่วงลูกศิษย์หน่วยซีลที่เจอภารกิจยาก ซึ่งเมื่ออยู่ภายในถ้ำ ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอากาศเหลือเท่าไหร่ อีกทั้งยังต้องแบกถังอากาศ 4 ถังไปด้วย ซึ่งชาวต่างชาติยังตกใจว่าเราทำได้อย่างไร แต่หน่วยซีลทุกคนก็ก้าวผ่านความกลัวไปแล้ว และมั่นใจว่าสามารถทำได้

 

 

ทั้งนี้ครูบู้ ยังเปิดเผยถึงการร่วมงานกับชาวต่างชาติ ซึ่งแบ่งงานกันโดยวัดจากประสบการณ์ การให้ต่างชาติดำน้ำเข้าไปในถ้ำแล้วออกมารายงาน เพื่อวัดว่าใครเหมาะสมกับงานนี้บ้าง ซึ่งเหตุผลที่ต้องใช้ชาวต่างชาติในการลำเลียงเด็กออกจากถ้ำ ตนมองว่าอุปกรณ์ที่มียังไม่เหมาะสม เพราะภารกิจครั้งนี้อันตรายมาก แต่อุปกรณ์ของชาวต่างชาติจะสามารถบันทึกการเดินทาง และสามารถบอกพิกัดได้

 

นอกจากนี้ครูบู้ เปิดเผยถึงวินาทีที่เจอเด็กว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างดีใจและโห่ร้อง ทั้งนี้พล.ร.ต.อาภากร คิดต่อว่า ระยะทางเป็นอุปสรรคในการลำเลียงเด็กออก แค่ดำน้ำอย่างเดียวยังต้องใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมง แต่เหตุผลที่หน่วยซีล สามารถดำน้ำได้ถึง 12 ชั่วโมง เป็นความโชคดีที่หน่วยซีลมีการจัดงานแข่งกีฬาพอดีและได้ฝึกซ้อม เมื่อมาทำงานจึงทำให้ร่างกายมีความพร้อมเต็มที่

 


ครูบู้ ยังบอกอีกด้วยว่า พล.ร.ต.อาภากร เป็นผู้นำที่ดีมาก ถึงแม้จะเครียดก็จะพูดคุยสนุกสนานเพื่อปลุกกำลังใจ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะทุกคนถูกฝึกมาให้เสี่ยง และต้องเหนือกว่าคนธรรมดาให้ได้ แต่ปัญหาที่ตามมาหลังจากเจอตัวเด็ก คืออากาศภายในถ้ำที่มีน้อยลง จึงต้องเร่งทำเติมอากาศภายในถ้ำ ส่วนตอนลำเลียงทุกคนออกมา ตนมองว่าจะช่วยเด็กได้ เพราะมีแพทย์เข้าไปด้วย ซึ่งเมื่อเด็กชุดแรก จำนวน 4 คน ออกมา ตนยอมรับว่าใจชื้น เพราะเชื่อว่า ครั้งที่ 1 ผ่านได้แล้ว ครั้งต่อไปต้องผ่านไปได้แน่นอน

 


ทั้งนี้หลังจากนำเด็กชุดแรกออกมา ช่วงเว้น 12 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้นอนหลับเต็มที่ และเป็นครั้งแรกที่มีความสุขมากๆ หลังจากลำเลียงเด็กออกมาครบทุกคนแล้ว เจ้าหน้าที่ต่างโห่ร้องไชโย และโล่งใจ ตนรู้สึกเหมือนผ่านสัปดาห์นรกไปได้แล้ว ออกทั้งแรง ความคิด แข่งกับเวลา และตนรู้สึกภูมิใจในตัวลูกศิษย์มากๆ ซึ่งในระหว่างการทำภารกิจ เมื่อหน่วยซีลเครียดก็จะร้องปลุกใจ หรือตะโกนว่า “ฮูย่า!” ทำให้ผ่อนคลายและฮึกเหิม


การฝึก ทุกคนเคยฝึกสัปดาห์นรก แค่ 7 วัน ก็เหนื่อยแล้ว แต่เด็กไม่มีอาหารในถ้ำถึง 10 กว่าวัน ตนก็หวั่นว่าเด็กอาจจะเป็นอันตราย แต่ก็มั่นใจในตัวโค้ชเอก เพราะโค้ชทำให้เด็กทุกคนสงบได้ ในการปฏิบัติธรรม และจะให้กำลังใจเด็กๆ อยู่เสมอ ตนจึงรู้สึกว่า สิ่งนี้คือสิ่งทำให้เด็กๆ ยืดอายุไปได้ถึง 10 วัน นอกจากนี้ ที่ชาวต่างชาติที่ชื่นชมหน่วยซีลนั้น ครูบู้ กล่าวว่า สิ่งที่หน่วยซีลทำ เกินมนุษย์ธรรมดาทำได้ นักเรียนหน่วยซีลบอกกับตนเพียงว่า “ผมมีแค่ใจที่เราต้องไปช่วยเด็กให้เร็วที่สุด จากที่เราถูกฝึกมาให้ทนกับทุกสภาวะ” ตนจึงดีใจกับศิษย์ทุกคนมาก เพราะหน่วยซีลเป็นความภูมิใจกับคนไทยทั้งประเทศ

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณรายการ : ต่างคนต่างคิด ช่องอัมรินทร์ทีวี 34 

 


เรียบเรียงโดย : ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล